โฆษณาและผู้สนับสนุน Advertise

รำลึก 78 ปี แรกมีเพลงชาติไทย

กลับหน้าแรก

รำลึก 78 ปี แรกมีเพลงชาติไทย



จุดประกายชวนย้อนรำลึกถึง เพลงชาติ เมื่อครั้งแรกมี แห่งสยามประเทศ

“ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจยืนตรง เคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย” เสียงผ่านสื่อที่คนไทยได้ยินกันสองครั้งในแต่ละวัน คือเวลาแปดนาฬิกาและสิบแปดนาฬิกา ก่อนที่เสียงเพลงชาติไทยจะบรรเลง



ที่มาของ เพลงชาติ ย้อนกลับไปได้ถึงปีพ.ศ. 2475 ปีที่แผ่นดินสยามมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้าน ที่สำคัญคือมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นปีที่มีการประกาศฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปี



สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นผลพวงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือแนวคิดเรื่องการกำเนิดเกิดขึ้นของ เพลงชาติไทย แทนการใช้เพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งถือเป็นเพลงถวายพระเกียรติประจำสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กว่าจะมาเป็นเพลงชาติไทยที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ เนื้อร้อง ของเพลงชาติมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้ง



ทำนองเพลงชาติไทยที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงปัจจุบันนั้น ประพันธ์โดย พระเจนดุริยางค์ ส่วนเนื้อร้องประพันธ์โดย ขุนวิจิตรมาตรา แต่เนื่องจากมีคำว่า “ยึดอำนาจ” อยู่ในเนื้อร้อง จึงเป็นเหตุให้กระทรวงธรรมการออกคำสั่งเป็นหนังสือเวียนห้ามมิให้นักเรียนร้องเพลงชาติเนื้อร้องดังกล่าว



หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีเพลงชาติเกิดขึ้นมา เพลงชาติฉบับแรกที่ร้องกันนั้นประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ ส่วนคำร้องประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา ซึ่งต่อมากลายเป็นเพลงชาติฉบับต้องห้าม เพราะมีคำว่า ยึดอำนาจ อยู่ในเนื้อร้อง จนกระทั่งกระทรวงธรรมการได้มีประกาศห้ามร้องเพลงชาติบทนี้ ปัจจุบันมีคนที่ไม่ทราบเรื่องได้นำบทร้องนั้นไปเผยแพร่ว่าเป็นบทร้องเพลงชาติเป็นทางการบทแรก ซึ่งไม่ใช่นะครับ จริงๆ แล้วเป็นบทร้องต้องห้ามและไม่ได้เป็นทางการ พฤฒิพล ประชุมผล นายกสมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย และผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย ให้ข้อมูล



เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมของบทร้องแรก นำไปสู่การหารือเรื่องดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรในปีพ.ศ.2476 เป็นที่มาของการประกาศประกวดบทร้องเพลงชาติบทใหม่ โดยในปีเดียวกันนั้น รัฐบาลได้มีคำสั่งให้มีการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติอย่างเป็นทางการเพื่อทดแทนเนื้อร้องที่เป็นปัญหา ผลการประกวดปรากฏว่าเนื้อร้องที่ชนะการประกวดเป็นของขุนวิจิตรมาตราที่มีการปรับปรุงคำบางคำใหม่ ร่วมกับเนื้อร้องของนายฉันท์ ขำวิไล ซึ่งได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2477 เล่มที่ 51 หน้า 1553 - 1554 มีใจความดังนี้



ประกาศเพลงชาติ

บัดนี้ คณะกรรมาธิการเพลงชาติได้รับรองทำนองเพลงของพระเจนดุริยางค์ และเนื้อร้องของขุนวิจิตรมาตรา กับ นายฉันท์ ขำวิไล ตามแบบที่แนบมานี้แล้ว จึ่งขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับรองเพลงที่ว่านี้ เป็นเพลงชาติ อันจะพึงบรรเลงและร้องได้ในบรรดาโอกาสอันสมควร

ประกาศมา ณ วันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2477
นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมตรี

บทเพลงชาติ
แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย
เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต
รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม
ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงภัยไทยด้อยจนย่อยยับ
ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา
นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย
มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี
เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น
ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงทั้งชาย
สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย



บทร้องเพลงชาติฉบับใหม่โดยขุนวิจิตรมาตรา และนายฉันท์ ขำวิไล รวมเป็นเนื้อร้องเพลงชาติทั้งหมด 4 ท่อน แต่เวลาร้องมักจะร้องเฉพาะท่อนของขุนวิจิตรมาตรา เนื้อร้องท่อนของนายฉันท์จึงเป็นท่อนที่หลายคนไม่เคยได้ยิน

วันที่ 26 สิงหาคม 2477 อันเป็นวันที่มีการประกาศ เพลงชาติ อย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา จึงนับเป็นจุดกำเนิดของเพลงชาติไทย ที่มีอายุครบ 78 ปีไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2555

หลังจากที่มีการประกาศเนื้อร้องเพลงชาติอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

รัฐบาลตระหนักดีว่า ประชาชนชาวไทยในขณะนั้นยังไม่มีใครทราบว่าทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติเป็นเช่นไร จึงมีคำสั่งไปยังสำนักงานโฆษณาการให้จัดทำ แผ่นเสียงเพลงชาติ ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยให้มีการบันทึกเสียงลงแผ่นเสียงตราโอเดียน บรรเลงโดยวงดุริยางค์ทหารเรือ ประเภทเครื่องสายฝรั่งวงใหญ่



หน้าแรกของแผ่นเสียงเป็นการบันทึกเสียงบรรเลงเพลงชาติดนตรีล้วนก่อนหนึ่งครั้ง เพื่อให้คนไทยได้คุ้นหูกับท่วงทำนองเพลงชาติที่เพิ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรก จากนั้นต่อด้วยการบันทึกเสียงการบรรเลงพร้อมขับร้องเนื้อร้องฉบับขุนวิจิตรมาตรา ส่วนหน้าที่สองเป็นการบันทึกเสียงการบรรเลงเพลงชาติด้วยดนตรีล้วนเช่นเดิม และต่อด้วยการบรรเลงดนตรีและขับร้องเนื้อร้องเพลงชาติฉบับนายฉันท์ ขำวิไล

เพลงชาติฉบับเนื้อร้องปีพ.ศ.2477 ถูกใช้

เป็นเพลงชาติจนกระทั่งถึงวันที่ 24 มิถุนายน ปีพ.ศ 2482 ก็ได้มีประกาศสำคัญจากสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม การใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ซึ่งมีใจความดังนี้



...โดยที่ชื่อของประเทศนี้มีเรียกกันเป็นสองอย่าง คือ “ไทย” และ “สยาม” แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า “ไทย” รัฐบาลเห็นสมควรถือเป็นรัฐนิยมใช้ชื่อประเทศให้ต้องตามชื่อเชื้อชาติและความนิยมของประชาชนชาวไทยดังต่อไปนี้ ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ให้ใช้คำว่า “ไทย”...



ผลจากการเปลี่ยนชื่อประเทศจึงเป็นเหตุให้เพลงชาติฉบับปีพ.ศ.2477 ที่ในเนื้อร้องใช้คำว่า “สยาม” ต้องยุติบทบาทลง โดยรัฐบาลประกาศให้มีการประกวดเนื้อร้องเพลงชาติขึ้นใหม่ และผลการประกวดในครั้งนั้นได้ประกาศออกมาเป็นรัฐนิยมฉบับที่ 6 เรื่องทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติ ลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482 เล่ม 56 หน้า 2653 - 2654 ว่า...

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 6 เรื่องทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติ

ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติซึ่งได้ประกาศไว้ ณ วันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2477 นั้น ทำนองเพลงเป็นที่นิยมแพร่หลายตามสมควรแล้ว แต่เนื้อร้องจะต้องมีใหม่เพราะชื่อประเทศได้เรียกว่าประเทศไทยแล้ว จึ่งได้ประกาศให้ประชาชนเข้าประกวดแต่งมาใหม่ บัดนี้คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกเนื้อร้องบางบทเสนอให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัย คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาพิจารณาแล้ว ลงมติพร้อมกันตกลงตามบทเพลงของกองทัพบก โดยได้แก้ไขเล็กน้อย



จึ่งประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้
1. ทำนองเพลงชาติ ให้ใช้ทำนองเพลงของพระเจนดุริยางค์ตามแบบที่มีอยู่ ณ กรมศิลปากร
2. เนื้อร้องเพลงชาติ ให้ใช้บทเพลงของกองทัพบกดั่งต่อไปนี้



ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย



ประกาศมา ณ วันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2482
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี


เนื้อเพลงชาติฉบับของขุนวิจิตรมาตราและนายฉันท์ ขำวิไล ใช้เรื่อยมาจนถึงพ.ศ.2482 จนกระทั่งมีนโยบายของจอมพลป. พิบูลสงคราม เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยาม เป็น ประเทศ ไทย ซึ่งในเนื้อร้องเพลงชาติฉบับดังกล่าวท่อนแรกมีคำว่าสยามเป็นชื่อประเทศ ถัดมามีคำว่าไทยเป็นเชื้อชาติ พอเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศไทยทำให้จอมพลป.เห็นว่าเนื้อเพลงชาติมีความสับสน ก็เลยต้องเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติไทยอีกครั้ง เปลี่ยนทั้งชื่อประเทศและเชื้อชาติให้ใช้คำว่า ไทย ทั้งหมด เป็นที่มาของเนื้อเพลงชาติฉบับปัจจุบันที่ประพันธ์เนื้อร้องโดยพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในปีพ.ศ.2482 ซึ่งเพิ่งครบ 6 รอบไปเมื่อปีที่แล้ว และจะครบ 80 ปีเร็วๆ นี้ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย สรุป



ดังนั้น เมื่อมองย้อนอดีตกลับไป จากสิงหาคมพ.ศ.2477 กระทั่งถึงสิงหาคม พ.ศ. 2555 คนไทยได้รู้จักเพลงชาติและร้องเพลงชาติด้วยท่วงทำนองเดียวกันแต่เนื้อร้องต่างกันมาถึง 78 ปี



เพราะ “ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจ ยืนตรง เคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละ ของบรรพบุรุษไทย” เราจึงควรภูมิใจที่ประเทศไทยเรามีเพลงชาติของตนเอง และรักษา เพลงชาติไทย ให้ดำรงเกียรติสูงสุดในฐานะเพลงสำคัญของแผ่นดินและอยู่คู่กับประเทศไทยตลอดไป.

โดย The Udosu Full วันที่28 ส.ค. 2555 เวลา 11:04



แชร์หน้านี้


แสดงความคิดเห็น

กลับหน้าแรก เว็บบอร์ด